Key Takeaway
- Work and Lifestyle คือรูปแบบการทำงานที่ผสมผสานชีวิตและการทำงานอย่างสมดุล จัดการเวลาให้ทำงานเควบคู่กับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และกิจกรรมส่วนตัวได้อย่างลงตัว
- Work Life Harmony คือแนวคิดที่ให้งานและชีวิตส่วนตัวสามารถผสมผสานกันอย่างยืดหยุ่น ต่างจาก Work-Life Balance ที่เน้นการแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวอย่างชัดเจนเพื่อสร้างสมดุล
- Workation คือการทำงานควบคู่กับการเดินทางท่องเที่ยว ผู้ทำงานสามารถเลือกทำงานนอกสถานที่ เช่น ชายหาด ภูเขา หรือเมืองท่องเที่ยว
- Flexible Working คือรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น พนักงานเลือกเวลาและสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสม เช่น Remote Working, Hybrid Working, Flexible Hours, Short Term Contract / Project-Based Working และ Freelance
ในยุคที่การทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศ ในพื้นที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตออกไป สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเที่ยวไปทำงานไป หรือทำงานแบบ Remote Work หรือ Work from Home เพื่อผสมผสานการทำงานและการใช้ชีวิตให้สมดุลมากขึ้น เพราะช่วยให้งานสำเร็จได้ตามเป้าหมาย และช่วยให้คนทำงานมีสุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย มาดูเทรนด์การทำงาน Work and Lifestyle และทิศทางการทำงานของคนรุ่นใหม่ว่าเป็นอย่างไร

ทำความรู้จัก Work and Lifestyle คืออะไร
Work and Lifestyle คือรูปแบบการทำงานที่ผสมผสานระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวลาในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการเวลาให้สามารถทำงานควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และกิจกรรมส่วนตัวได้อย่างลงตัว รูปแบบนี้เน้นความยืดหยุ่น สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้ชีวิตและงานไม่ขัดแย้งกัน แต่สนับสนุนกันอย่างเป็นองค์รวม เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทั้งงานและชีวิตส่วนตัวเติมเต็มกันได้อย่างดี
ทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์การทำงานของคนรุ่นใหม่
เทรนด์ Work and Lifestyle ได้รับความนิยมสูงในยุคหลังโควิด เนื่องจากการระบาดบังคับให้หลายองค์กรและพนักงานต้องปรับตัวทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และทำงานแบบ Remote Work ที่สามารถทำงานได้ทุกที่โดยไม่กระทบประสิทธิภาพ นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาและอิสระในการกำหนดตารางชีวิตมากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่ในกรอบเวลาและสถานที่แบบเดิม พร้อมทั้งช่วยลดความเครียดและสร้างประสิทธิผลมากขึ้นในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แนวคิด Work Life Harmony คืออะไร และต่างจาก Work-Life Balance อย่างไร
Work Life Harmony คือแนวคิดการทำงานที่ผสานงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน ต่างจาก Work-Life Balance ที่แบ่งขอบเขตชัดเจน แนวคิดนี้เน้นความยืดหยุ่นให้ทั้งสองส่วนดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญคือการให้อิสระแก่พนักงานในการบริหารจัดการตารางชีวิตของตนเอง โดยสามารถปรับเปลี่ยนสถานที่หรือเวลาทำงานได้ เช่น การจัดการเรื่องส่วนตัวแล้วกลับมาทำงานต่อผ่านระบบออนไลน์ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประสิทธิภาพของงาน ควบคู่ไปกับความสุขและความสมดุล
ประโยชน์ของการมี Work Life Harmony
- ช่วยลดระดับความเครียด และช่วยให้จัดการความกดดันในชีวิตได้ดีขึ้น
- ปรับปรุงสุขภาพกายและสุขภาพจิต ลดความเหนื่อยล้าจากความเครียดเรื้อรัง
- สร้างความพึงพอใจในงานมากขึ้น รู้สึกเติมเต็มทั้งในงานและชีวิตส่วนตัว
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากได้พักผ่อนและเติมพลังจากกิจกรรมนอกเวลางาน
- สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับครอบครัว เพื่อน และคนที่รัก
- ปรับปรุงการบริหารเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้น

รู้จัก Workation เทรนด์การทำงานไปเที่ยวไป
Workation คือแนวคิดการทำงานที่ผสมผสานระหว่างคำว่า Work (ทำงาน) และ Vacation (พักร้อน) หมายถึงรูปแบบการทำงานที่สามารถทำงานไปพร้อมกับการเดินทางท่องเที่ยวหรือพักผ่อนได้ในเวลาเดียวกัน โดยผู้ทำงานสามารถเลือกทำงานจากสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ เช่น ชายหาด ภูเขา หรือเมืองท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเพิ่มความผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงาน รูปแบบนี้ส่งเสริมความยืดหยุ่นในการทำงานและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ
เหตุผลที่ Workation ได้รับความนิยมในคนรุ่นใหม่
เทรนด์ Workation ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพราะมีจุดเด่นที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและงานได้ดีขึ้น คนทำงานสามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากที่ทำงานเดิมๆ ไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นแรงบันดาลใจใหม่ๆ พร้อมช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขในการทำงานได้ นอกจากนี้ Workation ยังสร้างโอกาสในการพบปะผู้คนใหม่ๆ และเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างสถานที่ยอดนิยมสำหรับ Workation
ในประเทศไทย สถานที่ยอดนิยมสำหรับการทำ Workation ได้แก่ หัวหินที่มีบรรยากาศผ่อนคลายและพื้นที่ Co-working Space ที่เหมาะสม เชียงใหม่มีความหลากหลายทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ทำงาน เขาใหญ่เป็นมรดกโลกและธรรมชาติร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนและทำงาน พัทยามีวิวทะเลสวยงามพร้อมกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย ทุกแห่งนี้ล้วนมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการทำงาน เช่น Wi-Fi ความเร็วสูง และพื้นที่ทำงานร่วมกัน ทำให้เหมาะแก่การผสมผสานการทำงานและการพักผ่อนอย่างลงตัว
Flexible Working คืออะไร ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องปรับตัว
Flexible Working คือระบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูง พนักงานสามารถเลือกเวลาทำงานและสถานที่ทำงานได้ตามความเหมาะสมของตนเอง แทนการเข้าทำงานตามเวลาที่กำหนดตายตัว โดยเน้นผลลัพธ์ของงานมากกว่าการควบคุมเวลาอย่างเคร่งครัด
รูปแบบ Flexible Working ช่วยให้พนักงานมีอิสระในการจัดการเวลาและชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยการปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนและความต้องการขององค์กรในยุคปัจจุบัน
ประโยชน์ของ Flexible Working
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เนื่องจากพนักงานสามารถเลือกเวลาทำงานที่เหมาะสมกับตนเองได้ ทำให้งานมีคุณภาพและลดความเครียด
- ลดมลพิษทางอากาศจากการลดจำนวนรถยนต์ในช่วงเร่งด่วน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ด้วยความอิสระในการจัดการเวลาทำงานของตนเอง
- ส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน ทำให้พนักงานสามารถมีเวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น
- ช่วยให้องค์กรรักษาพนักงานที่มีความสามารถและดึงดูดคนใหม่ๆ ได้ดีขึ้น เพราะนโยบายทำงานที่ยืดหยุ่นเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่และผู้มีภาระครอบครัว
รูปแบบการทำงานแบบ Flexible Working ยอดนิยม
- Remote Working ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เหมาะสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้การประสานงานแบบตัวต่อตัว
- Hybrid Working ผสมผสานการทำงานระหว่างที่บ้านและที่ออฟฟิศ โดยกำหนดวันเข้าทำงานที่เหมาะสมตามแผนกหรือความต้องการ
- Flexible Hours พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างานและเลิกงานได้เองตามความสะดวก แต่ต้องทำงานครบชั่วโมงตามที่กำหนด
- Short Term Contract / Project-Based Working การจ้างงานตามสัญญาระยะสั้น หรืองานตามโปรเจกต์ที่มีระยะเวลาจำกัด
- Freelance / Talent Sharing การทำงานแบบอิสระที่ใช้ทักษะเฉพาะตัว หรือการแบ่งปันความสามารถระหว่างองค์กรต่างๆ อย่างยืดหยุ่น

เคล็ดลับสร้าง Work and Lifestyle ให้สมดุลในชีวิตจริง
ในการทำงานให้สมดุลตามแบบ Work and Lifestyle เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำได้จริง โดยมีเคล็ดลับดังนี้
วางแผนเวลาทำงานและพักผ่อนให้ชัดเจน
การจัดสรรเวลาทำงานและพักผ่อนเพื่อสร้าง Work and Lifestyle เริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญของภารกิจอย่างชัดเจน เช่น ใช้ Eisenhower Matrix หรือเทคนิคการบริหารเวลาอย่าง Pomodoro เพื่อจัดช่วงทำงานและพักเบรกให้เหมาะสมตามหลักวิทยาศาสตร์ และอย่าลืมกำหนดเขตเวลาหยุดทำงาน เพื่อให้เกิดการพักผ่อนจริงๆ การควบคุมตนเองไม่นำงานกลับไปบ้านจะช่วยรักษาความสมดุลและสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งนำไปสู่การลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพงานได้อย่างยั่งยืน
สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นแรงบันดาลใจ
การสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นแรงบันดาลใจในการทำงาน สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้มีความน่าสนใจและสะดวกสบาย เช่น การตกแต่งที่สวยงาม มีแสงสว่างเพียงพอ และใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับสุขภาพ นอกจากนี้ควรมีโซนพักผ่อนหย่อนใจเพื่อให้พนักงานได้ผ่อนคลาย และจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในทีม รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมการสื่อสารเชิงบวกที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง เป็นการช่วยลดความเครียดและสร้างพลังให้พนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใส่ใจสุขภาพกายและใจ
การใส่ใจสุขภาพกายและใจ สามารถเริ่มได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายและลดความเครียด รวมถึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควรจัดเวลาในการพักผ่อนและทำกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฝึกสมาธิ หรืองานอดิเรกที่ชอบ นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในทีม และสนับสนุนการสื่อสารที่เปิดกว้างก็ช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพใจที่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการงาน
การใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้ดีขึ้นตามแบบ Work and Lifestyle โดยใช้แอปพลิเคชันจัดการงาน เช่น การตั้งเป้าหมายด้วย Time Blocking เทคนิค Pomodoro ช่วยแบ่งเวลาทำงานและพักเบรก รวมถึงใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์และแพลตฟอร์มร่วมงานที่ช่วยให้ทำงานร่วมกันได้แม้อยู่ห่างไกล นอกจากนี้ควรจำกัดเวลาใช้งานโซเชียลมีเดียและปิดแจ้งเตือนในช่วงเวลาพักผ่อน เพื่อป้องกันความเครียดและรักษาสมดุลชีวิต
สรุป
Work and Lifestyle เป็นนิยามใหม่ของการทำงานที่ผสานงานเข้ากับชีวิตส่วนตัว เทรนด์นี้เติบโตหลังโควิด เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการอิสระและความยืดหยุ่นในการจัดตารางชีวิต ส่วนแนวคิด Work Life Harmony และ Workation เป็นอีกแนวคิดที่ช่วยให้พนักงานสามารถจัดการชีวิตทำงานกับส่วนตัวได้ดีขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ โดยมีรากฐานคือการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ และสร้าง Vibe การทำงานที่ดีเพื่อบรรลุความสุขและประสิทธิผลสูงสุด
นอกจากการจัดสรรเวลาทำงานให้สมดุลกับชีวิตส่วนตัวจะช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นแล้ว การออกแบบออฟฟิศที่เข้าใจผู้ใช้งาน แนะนำ KOKUYO ที่มีบริการรับออกแบบออฟฟิศ พร้อมยกระดับออฟฟิศ พื้นที่ทำงานด้วยบริการออกแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ ไปจนถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ตรงกับความต้องการ ตอบสนองทุกกิจกรรมให้เป็นไปได้
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
หากพูดถึงเทรนด์การทำงานในปัจจุบันอย่าง Work and Lifestyle ที่ตอบสนองการทำงานให้บาลานซ์มากขึ้น หลายคนอาจมีข้อสงสัยอื่นๆ วันนี้เราได้รวบรวมคำถามที่น่าสนใจพร้อมคำตอบที่ช่วยให้การทำงานเป็นเรื่องสนุกขึ้น!
หลักการสำคัญของ Work-life Balance มีอะไรบ้าง
หลักการสำคัญของ Work-life Balance ประกอบด้วย 4 หลักการ ได้แก่ การดูแลสุขภาพจิต (Mental wellbeing) สุขภาพกาย (Physical wellbeing) ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social wellbeing) และสุขภาพทางการเงิน (Financial wellbeing)
ยกตัวอย่าง Flexible Work มีงานประเภทใดบ้าง
ตัวอย่างงานประเภท Flexible Work ได้แก่
- งานพาร์ตไทม์ (Part-time Working)
- งานตามช่วงเวลาเรียน (Term-time Working)
- งานที่กำหนดเวลาทำงานยืดหยุ่น (Flexitime)
- งานที่ทำชั่วโมงรวมสูงในแต่ละสัปดาห์แต่ทำงานน้อยวัน (Compressed Hours)
- งานที่กำหนดผลลัพธ์งานไม่กำหนดเวลาทำงาน (Commissioned Outcomes)
- งานทำงานจากที่บ้านแบบเต็มเวลา (Work from Home)
- งานที่ไม่มีเวลาหรือวันทำงานตายตัว (Zero-hours Contracts)
Workation ต่างจาก Remote Work อย่างไร
Workation ต่างจาก Remote Work ตรงที่ Workation เป็นการทำงานแบบชั่วคราวผสมผสานกับการท่องเที่ยวหรือการพักผ่อนในสถานที่ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจและเพิ่มความสร้างสรรค์ ขณะที่ Remote Work เป็นการทำงานจากที่ใดที่หนึ่งระยะยาวหรือถาวร เน้นความเสถียรและประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า



