Key Takeaway
- Herman Hertzberger เป็นสถาปนิกชาวดัตช์ที่เน้นการออกแบบฟังก์ชันและการใช้งานของพื้นที่ มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับความยืดหยุ่น ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนออฟฟิศได้หลากหลายตามความต้องการ
- Zoning Strategy คือการแบ่งพื้นที่หรือรออกแบบตกแต่งภายในเป็นโซนหรือตำแหน่งตามฟังก์ชันเฉพาะในออฟฟิศ ช่วยสร้างความสมดุลและส่งเสริมบรรยากาศที่เหมาะสมแก่ผู้ใช้งาน
- Zoning Strategy ควรมี Focus Zone สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิ Collaboration Zone สำหรับงานกลุ่มและประชุม Social Zone สำหรับกิจกรรมต่างๆ และพักผ่อน และ Welcome & Activity Zone สำหรับต้อนรับ
- แนวโน้มการออกแบบออฟฟิศที่ผสมผสาน Zoning กับ Agile Workspace ในปี 2025 มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการหลากหลายของพนักงาน พร้อมรองรับการทำงานแบบไฮบริดและใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ออฟฟิศกลายเป็นศูนย์กลางที่ส่งเสริมการทำงานอย่างมีความสุขและสร้างสรรค์มากขึ้น
ในปัจจุบันที่การทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานหรือออฟฟิศให้ทันสมัยและตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ขององค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรหาบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศที่มืออาชีพและมีประสบการณ์ อาจนำกลยุทธ์การแบ่งโซน หรือ Zoning Strategy เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัวมากขึ้น สอดรับกับแนวคิดการทำงานแบบ Agile มาทำความเข้าใจผ่านบทความนี้กัน

แนวคิดของ Herman Hertzberger กับการออกแบบออฟฟิศ
Herman Hertzberger เป็นสถาปนิกชาวดัตช์ มีบทบาทสำคัญในการออกแบบ Structuralism ในยุค 1960-1970 โดยเน้นการออกแบบที่ใส่ใจฟังก์ชันและการใช้งานของพื้นที่ มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก ผลงานที่โดดเด่นของเขา เช่น อาคารสำนักงาน Centraal Beheer และโรงเรียน Montessori ในเมือง Delft
แนวคิดของ Herman Hertzberger มุ่งเน้นการออกแบบที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของอาคารกับผู้อยู่อาศัย และความยืดหยุ่นของพื้นที่ ออฟฟิศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงานแบบจำกัด แต่ควรเป็นสถานที่ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนและใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการ มุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนในองค์กร เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นชุมชนและความร่วมมือในที่ทำงาน
ดังนั้นแนวคิดนี้จึงสะท้อนมุมมองว่าออฟฟิศไม่ใช่เพียงแค่อาคารทำงาน แต่เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมสังคมภายในองค์กร และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ทำให้อาคารสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของการทำงานในยุคสมัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Zoning Strategy คืออะไร ทำไมสำคัญกับการออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ
Zoning Strategy คือการแบ่งพื้นที่ภายในสถาปัตยกรรมหรือการออกแบบตกแต่งภายในออกเป็นโซนหรือตำแหน่งที่มีฟังก์ชันหรือหน้าที่เฉพาะเจาะจงในออฟฟิศ เช่น พื้นที่สำหรับทำงาน พื้นที่พักผ่อน หรือพื้นที่สันทนาการ การจัดโซนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ ทำให้การเคลื่อนไหวภายในมีความลื่นไหล มีความเป็นระเบียบ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานของแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความสมดุลทางสายตาและส่งเสริมบรรยากาศที่เหมาะสมแก่ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในออฟฟิศที่ต้องการพื้นที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น
ประโยชน์ของ Zoning Strategy ในการใช้งาน
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ภายในออฟฟิศ โดยจัดแบ่งโซนตามการใช้งาน ทำให้พื้นที่ใช้งานไม่ซ้ำซ้อนและเกิดความลื่นไหล
- สร้างความเป็นระเบียบและระบบในการจัดการพื้นที่ ส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ภายในออฟฟิศดำเนินไปอย่างราบรื่น
- สนับสนุนการทำงานร่วมกันและการสื่อสารระหว่างทีมงาน ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงาน
- ช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ทั้งในแง่ของความสะดวกสบายและแรงจูงใจในการทำงาน
- ทำให้ออฟฟิศสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามความต้องการใช้งานหรือจำนวนพนักงาน
- ลดความสับสนและความแออัดในพื้นที่ทำงาน เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการเคลื่อนที่
- ส่งเสริมการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการใช้พื้นที่ผิดประเภทหรือมากเกินความจำเป็น
แนวโน้มการออกแบบออฟฟิศที่ผสมผสาน Zoning กับ Agile Workspace เป็นอย่างไร
แนวโน้มการรับออกแบบ ตกแต่งภายในออฟฟิศที่ผสมผสาน Zoning กับ Agile Workspace คือ การสร้างพื้นที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการและรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย ด้วยการแบ่งโซนที่ชัดเจนให้รองรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น พื้นที่ทำงานส่วนตัว พื้นที่ทำงานร่วมกัน และโซนพักผ่อน เพื่อส่งเสริมความคล่องตัวและประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับลักษณะงานของตน
ออฟฟิศลักษณะนี้ตอบสนองต่อวิถีการทำงานแบบไฮบริดและความต้องการพื้นที่ที่รองรับการเชื่อมต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างสมบูรณ์

Zoning Strategy ในการออกแบบออฟฟิศ ควรมีอะไรบ้าง
การแบ่งโซนพื้นที่ในการทำงาน ก่อนวางแผนเลือกทีมรับออกแบบตกแต่งออฟฟิศ ควรพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง มีดังนี้
Focus Zone สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิ
โซน Focus Zone สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิควรออกแบบตกแต่งภายในให้เป็นพื้นที่เงียบสงบในออฟฟิศ ปราศจากเสียงรบกวน และมีผนังกั้นเสียงหรือ Focus pod เพื่อช่วยลดเสียงภายนอกได้ดี ควรมีแสงสว่างโทนอบอุ่น (Neutral White) ที่ช่วยเพิ่มสมาธิและบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับสรีรศาสตร์ เช่น โต๊ะทำงานที่ปรับระดับได้และเก้าอี้ที่ให้ความสบาย เหมาะสำหรับงานที่ต้องโฟกัสสูง เช่น งานรายงานหรือวางแผนกลยุทธ์ จะช่วยให้พนักงานมีสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
Collaboration Zone สำหรับงานกลุ่มและประชุม
โซน Collaboration Zone ควรออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดหรือกึ่งเปิดที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน มีพื้นที่นั่งที่ยืดหยุ่น เช่น โต๊ะประชุมขนาดต่างๆ โต๊ะทำงานแบบ Modular และโซฟานั่งพักที่เหมาะสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หมั่นจัดแสงสว่างให้เพียงพอ และใช้วัสดุดูดซับเสียงเพื่อลดเสียงรบกวน พร้อมเทคโนโลยีรองรับการประชุม เช่น กระดานไวท์บอร์ด ห้องประชุมวิดีโอ และระบบเสียง ที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมความร่วมมือในทีม
Social Zone สำหรับกิจกรรมต่างๆ และพักผ่อน
โซน Social Zone ควรออกแบบเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมสังสรรค์และพักผ่อนที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้พบปะและสร้างสัมพันธ์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มักมีโซฟานุ่มๆ โต๊ะกาแฟ พื้นที่นั่งเล่นแบบ Casual และมุมครัวหรือคาเฟ่เล็กๆ ที่สนับสนุนการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ
นอกจากนี้ยังสามารถรวมพื้นที่กิจกรรม เช่น ห้องเกม หรือมุมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้พนักงานมีโอกาสผ่อนคลายและเติมพลัง ตัวอย่างการจัด Social Zone เช่น พื้นที่ Lounge ที่มีบรรยากาศอบอุ่นและตกแต่งด้วยต้นไม้ เพิ่มความร่มรื่นและเป็นมิตรต่อสังคมในองค์กร
Welcome & Activity Zone สำหรับต้อนรับ
โซน Welcome & Activity Zone ออกแบบให้เป็นพื้นที่ต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมิตร สะท้อนภาพลักษณ์ขององค์กรด้วยการใช้ CI ขององค์กร เช่น โลโก้ สี หรือวัสดุที่เลือกใช้ มีโต๊ะต้อนรับที่ดูโดดเด่นพร้อมพื้นที่นั่งรอที่สบาย เช่น โซฟาหรือเก้าอี้นุ่มๆ และจัดแสงสว่างที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
นอกจากนี้อาจมีการตกแต่งด้วยต้นไม้หรือผนังสีเขียวเพื่อเพิ่มความสดชื่นและบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ตัวอย่างสำหรับจัด Welcome & Activity Zone เช่น บริเวณต้อนรับที่มีจอแสดงข้อมูลดิจิทัล และโซนกิจกรรมเล็กๆ สำหรับรอคอยหรือพบปะพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ

เทคนิคเลือกทีมรับตกแต่งออฟฟิศให้ตอบโจทย์ Zoning Strategy
การออกแบบให้ออฟฟิศให้ตอบโจทย์การแบ่งพื้นที่อย่างเหมาะสมตามหลักการ Zoning Strategy ควรพิจารณาเลือกทีมรับออกแบบและตกแต่งภายในออฟฟิศที่ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการขององค์กรและผู้ใช้งานจริงมากที่สุด โดยมีวิธีเลือกดังนี้
ประเมินความต้องการขององค์กรก่อน
ก่อนเลือกทีมรับออกแบบตกแต่งออฟฟิศเพื่อให้ตอบโจทย์ Zoning Strategy ควรประเมินความต้องการขององค์กรให้ครบถ้วน เริ่มจากการวิเคราะห์ลักษณะงานของแต่ละทีม เพราะแต่ละทีมมีรูปแบบการทำงานและความต้องการพื้นที่แตกต่างกัน รวมถึงจำนวนพนักงานและแนวโน้มการขยายตัวในอนาคตเพื่อวางแผนพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ควรพิจารณาพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ เช่น การใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน กับงานที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เพื่อให้เกิดการจัดโซนที่ตอบสนองได้ตรงจุดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
เลือกจากประสบการณ์ในการวางผังและออกแบบ
การเลือกทีมรับออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศควรพิจารณาจากประสบการณ์ที่ทีมมีในการวางผังและออกแบบ โดยดูว่ามีผลงานที่สอดคล้องกับแนวทาง Zoning Strategy ที่องค์กรต้องการหรือไม่ ควรเลือกทีมที่มีผลงานจริงที่แสดงถึงความเข้าใจเรื่องการแบ่งโซนพื้นที่และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน
นอกจากนี้ควรประเมินความน่าเชื่อถือ บริการครบวงจร การแก้ไขแบบได้ตามความต้องการ และความสามารถในการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการขององค์กร
เลือกทีมงานที่เข้าใจทั้งดีไซน์และกลยุทธ์องค์กร
สำหรับการเลือกทีมออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ ควรเลือกทีมงานที่เข้าใจทั้งดีไซน์และกลยุทธ์องค์กร พิจารณาปัจจัยหลักๆ เช่น ความเข้าใจในวัฒนธรรมและค่านิยมขององค์กร เพื่อให้ออกแบบพื้นที่ที่สอดคล้องกับการทำงานและบรรยากาศที่องค์กรต้องการ
นอกจากนี้ควรมีความสามารถในการผสมผสานการออกแบบที่สวยงามกับการใช้งานจริงและกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงทีมงานควรเข้าใจความต้องการของลูกค้าและพร้อมปรับเปลี่ยนแบบตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้พื้นที่ที่สร้างประสิทธิภาพและส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรอย่างแท้จริง
มีการสื่อสารชัดเจน
การสื่อสารที่ดี ชัดเจน และมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกทีมรับออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ โดยทีมงานควรฟังและเข้าใจความต้องการขององค์กรได้อย่างครบถ้วน รวมถึงสามารถอธิบายแนวคิดและขั้นตอนการออกแบบให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย อัปเดตความคืบหน้าโครงการอย่างสม่ำเสมอ และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงงานได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ควรมีช่องทางการสื่อสารที่สะดวกและตอบสนองได้รวดเร็ว เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา
สรุป
Herman Hertzberger เป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียง มีแนวคิดในการออกแบบออฟฟิศหรือพื้นที่ที่คำนึงถึงการใช้งานและความยืดหยุ่นมากกว่ารูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว โดยมองว่าออฟฟิศควรเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ และเป็นศูนย์กลางการมีปฏิสัมพันธ์ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความร่วมมือในองค์กร
หากกำลังมองหาบริษัทรับออกแบบออฟฟิศที่ผสมผสานความสวยงามให้เข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ Zoning Strategy พร้อมยกระดับพื้นที่การทำงาน ด้วยการออกแบบครบวงจรภายใต้มาตรฐานญี่ปุ่น พิถีพิถันทุกรายละเอียด ด้วยผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างราบรื่น
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
ในการออกแบบพื้นที่ทำงานให้เป็นไปตาม Zoning Strategy เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อาจยังมีข้อสงสัยอยู่ วันนี้จึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยพร้อคำตอบที่ช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น
6 หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงในงานสถาปัตยกรรม ได้แก่
1. ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence)
2. ความปลอดภัย (Security)
3. ความน่าเชื่อถือ (Reliability)
4. ประสิทธิภาพการทำงาน (Performance Efficiency)
5. การใช้ต้นทุนอย่างคุ้มค่า (Cost Optimization)
6. ความยั่งยืน (Sustainability)
Functional Zones หรือประเภทของโซนการใช้งานในพื้นที่แบ่งออกเป็นดังนี้
โซนที่อยู่อาศัย (Residential Zone) สำหรับที่พักอาศัยหรือที่ทำงานที่เน้นความเป็นส่วนตัว
โซนเชิงพาณิชย์ (Commercial Zone) สำหรับธุรกิจ ร้านค้า หรือสำนักงาน
โซนอุตสาหกรรม (Industrial Zone) สำหรับโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรม
โซนเกษตรกรรม (Agricultural Zone) สำหรับพื้นที่เกษตร
โซนผสมผสาน (Mixed-use Zone) ที่รวมการใช้งานที่อยู่อาศัย พาณิชย์ และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างชุมชนที่มีความหลากหลายและครบวงจร
ขั้นตอนการออกแบบสถาปัตยกรรม แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่
1. การออกแบบร่างแบบเบื้องต้น (Schematic Design) เพื่อวางแนวคิดหลักและผังพื้นที่
2. การพัฒนาแบบ (Design Development) เพื่อเพิ่มรายละเอียดและเลือกวัสดุต่างๆ
3. การจัดทำแบบก่อสร้าง (Construction Documents) ซึ่งเป็นแบบที่ใช้ประกอบการก่อสร้าง
4. การประมูลเลือกผู้รับเหมา (Bidding)
5. การควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Administration) เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบที่ออกแบบไว้



