Key Takeaway
- Green Office คือการวางแผนออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมภายในสำนักงานให้เอื้อต่อการทำงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและจำเป็น การจัดการของเสียอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ
- หัวใจของการออกแบบและตกแต่งภายในสำนักงานเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ ออกแบบให้อยู่สบายและดีต่อสุขภาพด้วย Passive Design ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว และใช้ช่องเปิดอาคารเพื่อหมุนเวียนอากาศ (Natural Ventilation)
- WELL เป็นมาตรฐานการออกแบบสำนักงานที่เน้นการส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย ในขณะที่ LEED เน้นการออกแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- เทคนิคทำให้ออฟฟิศกลายเป็นสำนักงานเพื่อความยั่งยืน เริ่มจากสำรวจพื้นที่ เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานจริง วางแผนกับบริษัทรับออกแบบสำนักงาน และประเมินงบประมาณในระยะสั้นและระยะยาว
การออกแบบสำนักงานไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่ทำงานที่สวยงามและสะดวกสบายอีกต่อไป แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของพนักงานไปพร้อมๆ กัน Green Office หรือการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่หลายองค์กรต่างให้ความสำคัญ เพราะตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร บทความนี้จะแนะนำ Green Office พร้อมแนวคิด Passive Design และการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อความยั่งยืน

ทำความเข้าใจ Green Office แนวคิดสำนักงานรักษ์โลกแบบยั่งยืน
Green Office คือการออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมภายในสำนักงานให้เอื้อต่อการทำงาน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเท่าที่จำเป็น จัดการของเสียอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชะลอภาวะโลกร้อน และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้ใช้งาน
หากต้องการออกแบบหรือเปลี่ยนองค์กรเป็น Green Office สำนักงานรักษ์โลกแบบยั่งยืนอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านการประเมินและได้รับการรับรองจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือได้รับการรับรองจาก WELL และ LEED
ประโยชน์ของการออกแบบ Green Office สำนักงานรักษ์โลก
การออกแบบหรือตกแต่งภายในสำนักงานให้รักษ์โลก เป็นสิ่งสำคัญที่หลายองค์กรต่างให้ความสนใจ โดยมีประโยชน์ ดังนี้
- ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน (Sustainability Targets) ช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่นอกจากเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายแล้ว ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม
- ลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยอาคารที่ออกแบบหรือตกแต่งภายในสำนักงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การทำงานในสำนักงานสีเขียวสะท้อนว่าองค์กรใส่ใจความยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดลูกค้าที่มีจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มอัตราการเช่าอาคารเพิ่มขึ้น
- เสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร เป็นการสร้างความแตกต่างและเพิ่มความโดดเด่นในตลาดมากขึ้น
- ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี การออกแบบออฟฟิศสไตล์ Biophilic Design ที่นำธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทำงาน ช่วยเสริมสุขภาพกายและใจ เพิ่มความสุข และทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น
- รักษาพนักงานที่มีคุณภาพ เนื่องจากในปัจจุบันคนต่างตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้หลายคนต่างมองหาองค์กรที่มีนโยบาย หรือการออกแบบที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของการออกแบบสำนักงานเพื่อความยั่งยืน
ในการออกแบบสำนักงานเพื่อความยั่งยืน ก่อนออกแบบควรคำนึงถึงหัวใจสำคัญของการออกแบบ เพื่อให้ตอบโจทย์สำนักงานรักษ์โลกมากขึ้น ดังนี้
ออกแบบให้อยู่สบาย ดีต่อสุขภาพ (Passive Design)
Passive Design คือแนวทางการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานที่มุ่งใช้ประโยชน์จากบริบทแวดล้อมและเงื่อนไขทางธรรมชาติของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยครอบคลุมตั้งแต่การวางผังพื้นที่ (Layout Planning) การกำหนดรูปทรงและสัดส่วนของอาคาร การควบคุมอุณหภูมิภายใน การจัดแสงสว่าง การระบายอากาศ ไปจนถึงการใช้ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของทำเลที่ตั้งเพื่อสร้างความสบายในการอยู่อาศัย การออกแบบตามแนวคิด Passive Design จึงมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ใช้อาคาร และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างการนำ Passive Design ไปใช้
- การออกแบบอาคารให้มีทิศทางและรูปแบบที่รับลมและแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานทำความเย็นและไฟฟ้า
- การติดตั้งหน้าต่างบานใหญ่หรือช่องระบายอากาศ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศธรรมชาติ ลดความชื้นและความร้อนภายในสำนักงาน
- ใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนหรือเก็บความเย็น เช่น หลังคาสีอ่อนหรือวัสดุฉนวนกันความร้อน
- การออกแบบพื้นที่สีเขียวรอบอาคาร เพื่อช่วยลดความร้อนสะสมและปรับปรุงคุณภาพอากาศ
- การจัดวางผังอาคารและเฟอร์นิเจอร์ให้อากาศและแสงสามารถเข้าถึงพื้นที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความสบายและสุขภาพที่ดีของผู้ใช้งาน
เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- กระดาษสำนักงานที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว เช่น กระดาษถ่ายเอกสารกระดาษรีไซเคิล
- วัสดุก่อสร้างจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ไม้คอร์ก อิฐจากเศษไม้และพลาสติกรีไซเคิล
- วัสดุปิดผิวจากเศษกระดาษ (PaperClay) ซึ่งมีรอยเท้าคาร์บอนต่ำและใช้พลังงานน้อยในการผลิต
- ฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ใยแก้ว ใยโพลีเอสเตอร์ หรือฉนวนใยกัญชง ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ
- วัสดุก่อสร้างช่วยประหยัดพลังงาน เช่น แผ่นกระจกอัจฉริยะ (Smart Glass) และโครงคอนกรีตหุ้มฉนวน (Insulated Concrete Framing)
- ผลิตภัณฑ์สำนักงานและอุปกรณ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ปากกาและดินสอจากไม้ไผ่หรือพลาสติกชีวภาพ
- บรรจุภัณฑ์และวัสดุตกแต่งจากวัสดุชีวภาพและรีไซเคิล เช่น กระเบื้องที่ทำจากผักตบชวา หรือพลาสติกรีไซเคิลลายหินอ่อน
- วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์
เพิ่มพื้นที่สีเขียว
พื้นที่สีเขียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยการสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลาย ลดความเครียดของพนักงาน และปรับปรุงคุณภาพอากาศในสำนักงาน ทำให้พนักงานมีสมาธิและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างการออกแบบสำนักงานให้มีพื้นที่สีเขียว เช่น การจัดสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) ที่ใช้ผนังหรือโครงสร้างแนวตั้งปลูกต้นไม้ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่จำกัด ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยกรองฝุ่นและปรับอุณหภูมิในอาคารได้ดี นอกจากนี้การเลือกต้นไม้ฟอกอากาศ เช่น พลูด่าง เฟิร์น หรือไทรใบสัก ยังช่วยทำให้อากาศภายในสำนักงานบริสุทธิ์และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน
ใช้ช่องเปิดอาคารเพื่อหมุนเวียนอากาศ
Natural Ventilation คือการระบายอากาศตามธรรมชาติผ่านช่องเปิดของอาคาร เช่น ประตู หน้าต่าง หรือช่องลม เพื่อให้ลมและอากาศไหลเวียนเข้ามาแทนที่อากาศร้อนหรืออากาศที่หมุนเวียนอยู่ภายใน โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากนัก การออกแบบนี้ช่วยลดการใช้พลังงานและสร้างความรู้สึกสบายแก่ผู้ใช้งาน ควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในอาคารอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้อากาศสดชื่นและสุขภาพดีขึ้น

รู้จักการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานตามมาตรฐาน WELL และ LEED
ในการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานให้ได้ตามมาตรฐาน นอกจากได้รับรองจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีมาตรฐานสากลเพื่อรับรองว่าอาคารนี้ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม คือ WELL และ LEED โดยมีรายละเอียดดังนี้
WELL Building Standard
WELL Building Standard คือมาตรฐานการรับรองอาคารที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย พัฒนาโดยสถาบัน International WELL Building Institute (IWBI) จากสหรัฐอเมริกา มาตรฐานนี้เน้นการออกแบบอาคารสำนักงานให้เหมาะกับสุขภาพกายและใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น คุณภาพอากาศ น้ำ แสงสว่าง อุณหภูมิ โภชนาการ และสุขภาพจิต
โดยเกณฑ์การประเมินครอบคลุมหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย อาคารที่ได้รับการรับรองจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้ใช้งาน เช่น การตรวจสอบคุณภาพน้ำ อากาศ และการออกแบบมาตรฐานที่เอื้อต่อสุขภาพ มีระดับการรับรอง ได้แก่ Silver, Gold และ Platinum
ตัวอย่างอาคารในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก WELL Building Standard ได้แก่ ศูนย์วิจัย RISC by MQDC อาคารชินวัตร ทาวเวอร์ 3 ซีบีอาร์อี ประเทศไทย และ InterContinental Chiang Mai the Mae Ping Hotel
LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)
LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) คือมาตรฐานการประเมินอาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก พัฒนาขึ้นโดยสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกา (US Green Building Council – USGBC) เพื่อส่งเสริมการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จุดมุ่งหมายคือให้เจ้าของและผู้ดำเนินการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
เกณฑ์การประเมิน LEED ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การออกแบบและก่อสร้างอย่างยั่งยืน การใช้น้ำและพลังงาน คุณภาพอากาศภายในอาคาร การใช้วัสดุและทรัพยากร การจัดการขนส่ง และนวัตกรรมทางการออกแบบ โครงการจะได้รับคะแนนตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดและเครดิตที่เลือก สุดท้ายจะได้ระดับการรับรอง 4 ระดับ ได้แก่ Certified, Silver, Gold และ Platinum
ตัวอย่างอาคารในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ได้แก่ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property) ประเทศไทย อาคารสินธร อาคารไทยประกันชีวิต และ CW Tower

เริ่มต้นออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานสีเขียว ทำอย่างไร
เมื่อทราบถึงเกณฑ์มาตรฐานในการชี้วัดแล้ว ส่วนสำคัญต่อมาคือการวางแผน เริ่มต้นออกแบบสำนักงานและตกแต่งภายในสำนักงานให้รักษ์โลกอย่างยั่งยืน เพื่อให้ตรงตามความต้องการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้
สำรวจพื้นที่ และเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานจริง
การสำรวจและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานจริงอย่างละเอียด เป็นขั้นตอนที่ควรศึกษาก่อนออกแบบหรือตกแต่งภายในสำนักงาน เช่น การสร้างพื้นที่ Collaboration สำหรับการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดสรรพื้นที่ Private Working Space ให้พนักงานมีพื้นที่เงียบสงบสำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิ นอกจากนี้ควรออกแบบพื้นที่ให้รองรับการเคลื่อนไหวและการพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจในที่ทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม
วางแผนกับบริษัทรับออกแบบสำนักงาน
ในการออกแบบสำนักงานควรเลือกวางแผนกับบริษัทรับออกแบบสำนักงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการออกแบบหรือตกแต่งภายในสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความเข้าใจในแนวทาง Green Office และมาตรฐานอาคารเขียวต่างๆ เช่น WELL หรือ LEED
นอกจากนี้ควรเลือกทีมงานมืออาชีพที่สามารถให้คำปรึกษาและออกแบบได้ตรงกับความต้องการขององค์กร รวมถึงมีความสามารถในการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน เพื่อให้สำนักงานมีประสิทธิภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของพนักงานได้อย่างแท้จริง
ประเมินงบประมาณระยะสั้นและระยะยาว
สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการออกแบบ Green Office หรือสำนักงานสีเขียว คือการประเมินงบประมาณสำหรับการออกแบบ ควรเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างวัสดุทั่วไปและวัสดุรักษ์โลกที่แม้จะมีราคาสูงกว่าในระยะสั้น แต่มีความยั่งยืนและช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ควรคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จากการประหยัดพลังงานซึ่งมักจะคืนทุนภายใน 3-5 ปี เช่น การใช้หลอดไฟ LED ระบบ HVAC ที่มีประสิทธิภาพ และวัสดุที่ลดการใช้พลังงาน ช่วยให้การลงทุนในสำนักงานสีเขียวมีความคุ้มค่าในระยะยาวและส่งเสริมความยั่งยืนขององค์กร
สรุป
Green Office คือการออกแบบและจัดการพื้นที่ทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อโลก และส่งเสริมสุขภาพพนักงาน โดยใช้หลัก Passive Design ในการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน ใช้วัสดุรีไซเคิล เพิ่มพื้นที่สีเขียว และระบายอากาศตามธรรมชาติ องค์กรสามารถขอรับรองตามมาตรฐานสากล เช่น WELL และ LEED ซึ่งเน้นเรื่องสุขภาพผู้ใช้งานและการประหยัดพลังงานตามลำดับ
ในการเริ่มต้นทำ Green Office ต้องมีการสำรวจพื้นที่ วางแผนกับบริษัทที่มีประสบการณ์ และประเมินงบประมาณทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน หากกำลังมองหาบริษัทรับออกแบบออฟฟิศ แนะนำ KOKUYO ที่มีบริการออกแบบครบวงจรที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้มาตรฐานญี่ปุ่น ช่วยยกระดับพื้นที่ทำงานผ่านผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกความเป็นไปได้อย่างเต็มศักยภาพ
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
การตกแต่งภายในสำนักงานให้เป็น Green Office เป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากทุกคนต่างตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนมากขึ้น แต่หลายคนอาจมีข้อสงสัยอยู่ วันนี้จึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาพร้อมกับคำตอบเพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
การออกแบบและบริหารจัดการสำนักงานสีเขียว (Green Office) ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ทั้ง 7 ด้าน ที่ครอบคลุมสุขภาวะของผู้ใช้อาคารตามมาตรฐานของ WELL เช่น คุณภาพอากาศ น้ำ โภชนาการ แสงสว่าง การออกกำลังกาย สภาพแวดล้อม และสุขภาพจิต รวมถึงการมีระบบประเมินและตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืนในที่ทำงาน
WELL จะเป็นการประเมินที่เน้นด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้งาน เช่น อากาศ น้ำ แสงสว่าง และความสบายทางจิตใจ ส่วน LEED เป็นการรับรองที่เน้นด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน น้ำ วัสดุ และการจัดการขยะ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและ Green Office ได้แก่
– พระราชกฤษฎีกา กำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538
– พระราชบัญญัติ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550
– กฎกระทรวง กำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563
– พระราชบัญญัติ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550)
– พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
– พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
– พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535



