Design Thinking กระบวนการแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรมที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง

Design Thinking กระบวนการแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรมที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง

Facebook
Twitter

Key Takeaway

  • Design Thinking คือแนวคิดที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมและแก้ปัญหาซับซ้อนผ่านการทำงานข้ามสายงานและการทดลองอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง
  • ประโยชน์ของ Design Thinking ได้แก่ เกิดแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเหมาะสม ลดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ พร้อมทั้งทำให้สินค้าหรือบริการตอบโจทย์ผู้ใช้ได้จริงและเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น
  • Design Thinking ช่วยให้องค์กรเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตรงใจลูกค้าจริงๆ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้องค์กรปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • ขั้นตอน Design Thinking ทั้ง 5 ขั้นตอนเริ่มจาก เข้าใจผู้ใช้งาน ระบุความต้องการหรือปัญหาของผู้ใช้ ระดมความคิด จากนั้นสร้างต้นแบบ และทดสอบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุดก่อนผลิตสู่ตลาดจริง


หากพูดถึง Design Thinking หรือกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจต่างให้ความสำคัญ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ให้ได้โซลูชันที่สามารถแก้ปัญหาและเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้จริง จนนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ หลายคนอาจสงสัยว่า Design Thinking คืออะไร? บทความนี้จะมาอธิบายว่ากระบวนการคิดที่เริ่มจากการเข้าใจผู้ใช้จะพัฒนาไปสู่การสร้างสินค้าจริงได้อย่างไร

ทำความรู้จัก Design Thinking คืออะไร 

ทำความรู้จัก Design Thinking คืออะไร 

Design Thinking คือแนวคิดที่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนอย่างตรงจุด กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการและปัญหาของผู้ใช้งานจริง จากนั้นจึงดำเนินการ และการทดสอบซ้ำเพื่อปรับปรุงแนวคิดอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นอยู่ที่การทำงานร่วมกันแบบข้ามสายงานและการลองผิดลองถูกอย่างรวดเร็ว แนวคิดนี้ซึ่งได้รับความนิยมจากองค์กรต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือที่ในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้จริง

องค์ประกอบทั่วไปของ Design Thinking ต้องมีอะไรบ้าง

Design Thinking เป็นกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความต้องการและปัญหาของผู้ใช้เป็นหลัก กระบวนการนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ เข้าใจผู้ใช้ (Empathize) ระบุปัญหา (Define) หาวิธีแก้ไข (Ideate) สร้างต้นแบบ (Prototype) และทดสอบ (Test) จุดเด่นคือการทำงานร่วมกัน การทดลอง และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนได้แนวทางที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง ทำให้สามารถคิดแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์และตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของ Design Thinking Process ที่ต้องรู้

Design Thinking Process คือตัวช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานโดยเน้นการเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นสำคัญ ผ่านการทำงานร่วมกันในทีม เพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์ สร้างต้นแบบ และทดสอบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้แนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเหมาะสมมากที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงและความผิดพลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยการทดลองต้นแบบก่อนผลิตจริง ทำให้สินค้าหรือบริการตอบโจทย์ผู้ใช้ได้จริงและเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น

ทำไม Design Thinking จึงสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่

Design Thinking สำคัญต่อองค์กรยุคใหม่เพราะช่วยให้องค์กรเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตรงใจลูกค้าจริงๆ ช่วยเสริมสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร เพิ่มโอกาสแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำงานร่วมกันในทีมและการสื่อสารที่ดี ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เข้าใจ Design Thinking 5 ขั้นตอนมีอะไรบ้าง

เข้าใจ Design Thinking 5 ขั้นตอนมีอะไรบ้าง

ในกระบวนการของ Design Thinking เพื่อให้ได้งานหรือนวัตกรรมที่เข้าใจผู้ใช้งานได้จริงๆ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. เข้าใจผู้ใช้งาน (Empathize)

จุดเริ่มต้นของ Design Thinking คือขั้นตอนการเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือ Empathize ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจแก่นแท้ของผู้ใช้งาน ในขั้นตอนนี้ทีมงานจะใช้เทคนิคต่างๆ เช่น การสัมภาษณ์เจาะลึกและการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และแรงจูงใจของผู้ใช้ โดยปราศจากอคติส่วนตัว นำไปสู่การพัฒนาโซลูชันที่แม่นยำต่อไป

2. ระบุความต้องการ/ปัญหาของผู้ใช้ (Define)

การระบุความต้องการหรือปัญหาของผู้ใช้ (Define) เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากขั้นตอนเข้าใจผู้ใช้งาน เพื่อสรุปและกำหนดปัญหาหรือความต้องการที่ชัดเจน มีนิยามปัญหาที่เจาะจงและเฉพาะเจาะจง เช่น ใครเป็นผู้ใช้ ปัญหาคืออะไร และทำไมเกิดปัญหานั้น เพื่อให้ทีมมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการหาทางแก้ไขอย่างตรงจุด และสามารถพัฒนาไอเดียหรือโซลูชันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. ระดมความคิด (Ideate)

การระดมความคิด (Ideate) เป็นกระบวนการที่ทีมร่วมกันสร้างไอเดียหรือแนวทางแก้ปัญหาอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัด เปิดโอกาสให้คิดนอกกรอบและแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างเสรี เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย หลังจากนั้นจึงคัดเลือกไอเดียที่น่าสนใจและเป็นไปได้จริงเพื่อนำไปพัฒนาต่อในขั้นตอนถัดไป โดยเป้าหมายหลักคือการหาทางแก้ไขที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้และสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

4. สร้างต้นแบบ (Prototype)

ขั้นตอนต่อมาของ Design Thinking คือการสร้างต้นแบบ (Prototype) เป็นช่วงเวลาของการนำความคิดมาทำให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วผ่านการสร้างต้นแบบ เพื่อสื่อสารแนวคิดหลักและฟังก์ชันพื้นฐานได้ทันที โดยมีเป้าหมายคือทดลองและเก็บข้อมูลทั้งข้อดีข้อจำกัด  ช่วยลดความเสี่ยงและปรับปรุงไอเดียก่อนนำไปผลิตจริงหรือนำไปใช้ในวงกว้าง ทั้งนี้อาจใช้วิธีสร้างแบบจำลองต่างๆ เช่น การร่างภาพ การสร้างโมเดลแบบง่าย หรือต้นแบบดิจิทัล​

5. ทดสอบ (Test)

ในขั้นตอนการทดสอบ (Test) ทีมงานจะนำต้นแบบที่สร้างขึ้นไปทดสอบกับผู้ใช้จริง เพื่อประเมินว่าแนวทางหรือผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการได้หรือไม่ การทดสอบนี้ช่วยให้ได้รับข้อเสนอแนะและข้อมูลเชิงลึก ที่ช่วยปรับปรุงและพัฒนาต้นแบบให้ดียิ่งขึ้น โดยกระบวนการทดสอบเป็นแบบวนซ้ำ ผู้ทดสอบอาจกลับไปแก้ไขหรือพัฒนาต้นแบบใหม่ รวมถึงทำซ้ำขั้นตอน Define หรือ Ideate เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมมากขึ้นก่อนนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาดจริง

รู้จักโมเดลต่างๆ ที่ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) มาประยุกต์ใช้

รู้จักโมเดลต่างๆ ที่ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) มาประยุกต์ใช้

กระบวนการคิดเชิงออกแบบหรือ Design Thinking Process นอกจากมีขั้นตอนในการทำแล้ว มารู้จักโมเดลที่นำแนวคิด Design Thinking Process มาประยุกต์ใช้ เพื่อนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมกัน

Head, Heart and Hand โดย AIGA

โมเดล Head, Heart and Hand โดย AIGA (American Institute of Graphic Arts) มีแนวคิดที่เน้นความสมดุลระหว่างสามองค์ประกอบ ได้แก่

  • Head (สติปัญญา) การใช้ความคิด วิเคราะห์ และวางกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล
  • Heart (อารมณ์) การสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ใช้ เพื่อออกแบบที่ตอบสนองความต้องการและความรู้สึกได้จริง
  • Hand (การปฏิบัติ) การลงมือสร้างต้นแบบและนำไอเดียไปปฏิบัติเพื่อทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการนี้ช่วยให้ทีมผสมผสานความคิดเชิงกลยุทธ์ ความเข้าใจเชิงอารมณ์ และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของผู้ใช้

Inspire, Ideate, Implement โดย IDEO

โมเดล Inspire, Ideate, Implement โดย IDEO มีแนวคิดเป็นกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นเส้นตรง เน้นการทำงานร่วมกันข้ามสาขา สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้และบริบทจริงได้อย่างลึกซึ้ง เป็นการวนซ้ำในสามช่วงหลัก คือ

  • Inspire (แรงบันดาลใจ) เป็นช่วงที่ทีมทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ โดยการสังเกต สัมภาษณ์ และรวบรวมข้อมูลเชิงลึก
  • Ideate (ระดมความคิด) ช่วงที่คิดและพัฒนาไอเดียอย่างสร้างสรรค์โดยเปิดกว้างและไม่มีข้อจำกัด เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม 
  • Implement (ลงมือทำ) นำไอเดียไปสร้างต้นแบบ ทดสอบ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำไปใช้จริงได้

Double Diamond โดย Design Council

โมเดล Double Diamond โดย Design Council เป็นกรอบการทำงานที่แบ่งกระบวนการคิดเชิงออกแบบออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก คือ

  1. Discover (ค้นหา) สำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ในวงกว้าง เพื่อเข้าใจบริบทและมุมมองต่างๆ โดยใช้วิธีการ เช่น การสัมภาษณ์และการสังเกต
  2. Define (กำหนดปัญหา) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อระบุปัญหาหรือความท้าทายอย่างชัดเจน และสร้างแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม
  3. Develop (พัฒนา) สร้างและทดลองไอเดียหลากหลาย โดยการร่วมมือและคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์และตรงจุด
  4. Deliver (ส่งมอบ) ทดสอบและปรับปรุงโซลูชันต้นแบบ สู่การใช้งานจริง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปแก้ไขเพิ่มเติม

โมเดลนี้ใช้หลักการคิดแบบขยายความคิด (Divergent Thinking) ในช่วง Discover และ Develop และคิดแบบบีบความคิด (Convergent Thinking) ในช่วง Define และ Deliver ช่วยให้องค์กรเข้าใจปัญหาและพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

การนำ Design Thinking มาใช้ในธุรกิจและนวัตกรรมเริ่มต้นอย่างไร

การนำ Design Thinking มาใช้ในธุรกิจและนวัตกรรมเริ่มต้นอย่างไร

การนำ Design Thinking มาใช้ในธุรกิจและองค์กรเริ่มต้นจากการเข้าใจและจับปัญหา รวมถึงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง (Empathize) โดยศึกษาพฤติกรรมและมุมมองของลูกค้าอย่างจริงจัง จากนั้นจึงนิยามปัญหา (Define) ให้ชัดเจน และระดมความคิดสร้างสรรค์ (Ideate) เพื่อหาทางแก้ไขที่หลากหลาย ต่อด้วยการสร้างต้นแบบ (Prototype) เพื่อนำเสนอไอเดียในรูปแบบที่จับต้องได้ และทดสอบ (Test) โดยรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้จริงเพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมมากขึ้น กระบวนการนี้ทำให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าจริงๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ ลดความเสี่ยง และสร้างนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ Design Thinking 

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ Design Thinking ได้แก่

  • IBM ใช้ Design Thinking ในการพัฒนาระบบ HR เพื่อเพิ่มประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำให้องค์กรสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของพนักงานได้ดียิ่งขึ้น
  • Airbnb ใช้กระบวนการนี้ในการออกแบบแพลตฟอร์มที่ช่วยให้เจ้าของบ้านและผู้เดินทางสามารถเชื่อมต่อกันอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงวงการที่พัก

นวัตกรรมเหล่านี้เป็นผลของการเข้าใจผู้ใช้จริงๆ ทดลองและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามข้อเสนอแนะที่ได้รับ ทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

สรุป

Design Thinking คือแนวคิดที่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนอย่างตรงจุด กระบวนการนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก เข้าใจผู้ใช้ (Empathize) ระบุปัญหา (Define) ระดมความคิด (Ideate) สร้างต้นแบบ (Prototype) และทดสอบ (Test) อย่างต่อเนื่อง โดย Design Thinking มีความสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่เพราะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของลูกค้า พัฒนาโซลูชันที่ตรงใจ ลดความเสี่ยงในการพัฒนา และขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบและเติบโตอย่างยั่งยืน

ในการออกแบบพื้นที่ทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรเริ่มต้นจากการเลือกบริการรับออกแบบออฟฟิศที่เข้าใจผู้ใช้งานจริง และตรงตามความต้องการได้อย่างครอบคลุม อย่าง KOKUYO ที่จะมายกระดับพื้นที่ทำงานของคุณ ด้วยบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ให้คำปรึกษาแนวคิดการออกแบบ ไปจนถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เพื่้อยกระดับการทำงานไปอีกขั้นให้เป็นไปได้ในทุกกิจกรรม

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

แนวคิดการออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นหลักอย่าง Design Thinking เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและสามารถปรับใช้ได้ แต่หลายคนอาจมีข้อสงสัยเพิ่มเติม วันนี้ได้รวบรวมทุกข้อสงสัยและคำตอบมาไว้ที่นี่แล้ว

Design Thinking แบบ Design Council มีกี่ขั้นตอน

มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. Discover สำรวจและเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง
  2. Define ระบุและสรุปปัญหาที่แท้จริงอย่างชัดเจน
  3. Develop ระดมความคิดและสร้างสรรค์แนวทางแก้ไข
  4. Deliver ทดสอบและนำโซลูชันไปใช้งานจริงพร้อมรับข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาเพิ่มเติม

กระบวนการคิดเชิงออกแบบทั้ง 7 สเตปมีอะไรบ้าง

กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 7 สเตป ได้แก่

  1. Frame a Question กำหนดคำถามหรือปัญหาที่ต้องการแก้ไข
  2. Gather Inspiration รวบรวมข้อมูลและสร้างความเข้าใจผู้ใช้
  3. Synthesize for Action วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาอินไซต์
  4. Generate Ideas ระดมความคิดสร้างสรรค์หาแนวทางแก้ไข
  5. Make Ideas Tangible สร้างต้นแบบให้เห็นภาพไอเดีย
  6. Test to Learn ทดสอบต้นแบบเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ
  7. Share the Story สื่อสารและแชร์ประสบการณ์การแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ที่นำ Design Thinking มาปรับใช้

ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ที่นำ Design Thinking มาปรับใช้ ได้แก่ Picnic Table เฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่ออกแบบเพื่อให้ใช้งานหลากหลาย ถอดประกอบง่ายและส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

Interested in our product

Leave us your details and our dedicated sales will get back to you as soon as possible

This website uses cookies in order to improve the efficiency of your accessing and using of our website. For more information, please review our Privacy Policy or you can manage your own privacy by clicking on Setting

Privacy Preferences

You can choose your cookies settings by switched on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for strictly necessary cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save